อุทยานประวัติศาสตร์เมืองสิงห์ หรือที่เรียกสั้นๆกันว่า ปราสาทเมืองสิงห์

ไทยเซสท์ ท่องเที่ยวไร้ขีดจำกัด


Custom Search

อุทยานประวัติศาสตร์เมืองสิงห์ หรือที่เรียกสั้นๆกันว่า ปราสาทเมืองสิงห์

ปราสาทเมืองสิงห์ โบราณสถานในสมัยพุทธศวรรษที่ 18

ปราสาทเมืองสิงห์ เป็นเมืองโบราณ ตั้งอยู่บนฝั่งแม่น้ำแควน้อย ตำบลเมืองสิงห์ อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี ปราสาทเมืองสิงห์ มีอายุอยู่ประมาณพุทธศวรรษที่ 18 - 19 ตัวเมืองมีกำแพงและคูน้ำล้อมรอบ เป็นรูปสี่เหลี่ยมอยู่หลายชั้น ตัวปราสาทเมืองสิงห์เป็นศาสนสถานตั้งอยู่กลางเมือง สร้างขึ้นตามแบบขอม และพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน มีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 500 ไร่ ตัวปราสาทหันหน้าไปทางทิศตะวันออก

อันเป็นลักษณะของการวางทิศตัวอาคารในศิลปขอม สร้างด้วยศิลาแลงบนฐานรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า กว้างประมาณ 40 เมตร ยาวประมาณ 50 เมตร มีปรางค์ประธานตั้งอยู่ตรงกลาง มีระเบียงคดก่อด้วยศิลาแลง ล้อมรอบมีประตูซุ้ม ยอดเป็นปรางค์ทั้งสี่ด้าน ทางด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ของปรางค์ประธานมีบรรณศาลาตั้งอยู่บนฐานเดียวกัน ตัวปราสาทมีกำแพงแก้วสร้างด้วยศิลาแลงล้อมรอบ จากการสันนิษฐานทางโบราณคดีและประวัติศาสตร์ พอเชื่อได้ว่า ในระหว่างพุทธศตวรรษที่ 16 - 18 เป็นห้วงระยะเวลาที่อาณาจักรทวาราวดีเสื่อมอำนาจลง อิทธิพลของศิลปขอมได้แพร่ขยายเข้ามาทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคกลางของประเทศไทย ปัจจุบันค้นพบโบราณสถานและโบราณวัตถุเป็นจำนวนมาก

จุดชมที่สำคัญของปราสาทเมืองสิงห์

1. โบราณสถานหมายเลขหนึ่ง

เข้าสู่ด้านหน้าของ ปราสาทเมืองสิงห์
เข้าสู่ด้านหน้าของ ปราสาทเมืองสิงห์

โบราณสถานแห่งนี้ คือ หัวใจ และ ขวัญ ของเมืองสิงห์ เนื่องจากตั้งอยู่ในตำแหน่งศูนย์ กลางของเมือง โดยเห็นได้จากประตูเมืองทั้ง 4 ทิศ มุ่งหน้าเป็นเส้นตรงเข้าสู่ตัวปราสาท ลักษณะของอาคารแต่เดิม มีการตกแต่งฉาบผิวด้วยปูนขาว และประดับด้วยลวดลายปูนนั้น ซึ่งในปัจจุบันได้กะเทาะหลุดล่วงไปจนหมดสิ้นแล้ว คงเหลือให้เห็นเพียงโครงสร้างที่ก่อด้วยศิลาแลงเท่านั้น ทางเข้าปราสาทอยู่ด้านทิศตะวันออก โดยต้องผ่านขึ้นทางพลับพลาจตุร มุขที่อยู่เบื้องหน้า จากนั้นจึงจะผ่านเข้าซุ้มประตูกำแพงแก้ว และลานกว้างซึ่งทอดยาวไปสู่ตัวปราสาท ถัดจากลานกว้างไปนี้ มีบันไดชันขึ้นตัวปราสาท โดยผ่านเข้าทางซุ้มประตู หรือที่เรียกว่า "โคปุระ" ซุ้มประตูนี้มีทั้งหมด 4 ทิศ แต่ละซุ้มเชื่อมต่อกันด้วยช่องทางเดินที่มีหลังคาคลุม เรียกว่า "ระเบียงคด" พ้นจากซุ้มประตูเข้าไป เป็นลานโล่งสำหรับประกอบพิธีกรรม

ก่อนที่จะขึ้นไปบนปรางค์ ประธานอันเป็นที่ประทับของพระผู้เป็นเจ้า ด้านข้างของลานประกอบพิธีกรรมนี้มีอาคาร ขนาดเล็กที่เรียกว่า "บรรณาลัย" หรือ หอไตรสำหรับเก็บคัมภีร์ทางพุทธศาสนาฝ่ายมหาชน ในปรางค์ประธาน เป็นที่ประดิษฐานรูปเคารพของพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ในภาคที่เรียกว่า "เปล่งรัศมี" (ในศาสนาพุทธนิกายมหายาน พระโพธิสัตว์ หมายถึงผู้ที่ได้ตรัสรู้เป็นองค์ สัมมาสัมพุทธเจ้า) นอกจากนี้ที่ซุ้มประตู หรือ "โคปุระ" ด้านหลัง ยังประดิษฐานรูปเคารพของนางปรัชญาปารมิตา (เทพีแห่งความเฉลียวฉลาด ในพุทธศาสนาลัทธิมหายาน) อีกด้วย

2. โบราณสถานหมายเลขสอง

ลักษณะของ โบราณสถานหมายเลข 2
ลักษณะของ โบราณสถานหมายเลข 2

เป็นโบราณสถานก่อด้วยศิลาแลง ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของโบราณสถานหมายเลข 1 ซึ่งเป็นโบราณสถานหลักตัวปราสาท หันหน้าไปทางทิศตะวันออก ลักษณะแผนผังประกอบด้วยด้วยซุ้มประตู โคปุระ ระเบียงคด และตัวปราสาท คล้ายคลึงกับโบราณสถานหมายเลข 1 แต่พังทลายมากจนทำให้แผนผังค่อนข้างสับสน จากบันไดขึ้นมาจะเป็นชาลาทอดยาวไปจนถึงบันไดซุ้มประตูหรือโคปุระหน้า ถัดไปเป็นปราสาทประธานซุ้มประตูหรือโคปุระด้านข้างและด้านหลัง ในการขุดแต่งได้พบประติมากรรมและแท่นฐานประติมากรรมวางเป็นแนวตามระเบียงคดจำนวนมาก ประติมากรรมที่พบ ได้แก่ พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร นางปรัชญาปารมิตา ลักษณะแบบอิทธิพลพื้นเมืองปนอยู่มาก จากหลักฐานทางโบราณคดีที่พบสันนิษฐานว่าโบราณสถานแห่งนี้สร้างหลังโบราณสถานหมายเลข 1


3. หลุมขุดค้นโครงกระดูก

โครงกระดูกที่ถูกค้นพบ มีอายุราว 2,000 ปี
โครงกระดูกที่ถูกค้นพบ มีอายุราว 2,000 ปี

นอกกำแพงเมืองทางด้านทิศใต้ริมฝั่งแม่น้ำแควน้อย ได้ขุดค้นพบโครงกระดูกมนุษย์สมัยก่อนประวัติศาสตร์ ลักษณะของศพนอนหงายเหยียดยาว ไม่มีทิศทางการฝังที่แน่นอน ภายในหลุมศพจะพบโบราณวัตถุ ซึ่งอาจหมายถึงเครื่องเซ่น หรือของใช้ของผู้ตายฝังรวมอยู่ด้วยเป็นจำนวนมาก เช่น ภาชนะสำริด เครื่องมือเหล็ก ภาชนะดินเผา เครื่องประดับทำจากเปลือกหอย ลูกปัดหินและลูกปัดแก้ว หลุมฝังศพสมัยก่อนประวัติศาสตร์ที่คล้ายกันนี้มีอยู่หลายแห่งตามริมฝั่งแม่น้ำแควน้อย ในเขตอำเภคไทรโยค จนถึงเขตอำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี ประมาณอายุได้ราว 2,000 ปีมาแล้ว แสดงให้เห็นว่าคนโบราณได้มาตั้งถิ่นฐานในบริเวณนี้มานานก่อนหน้าที่จะมีการสร้างปราสาทเมืองสิงห์ในพุทธศตวรรษที่ 18

เปิดทุกวัน ตั้งแต่เวลา 09.00-16.30 น.

ค่าเข้าชมสำหรับ คนไทย 10 บาทรถยนต์ 50 บาท


กติกาในการแสดงความคิดเห็น

  1. โปรดงดการใช้คำหยาบคาย ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
  2. ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ดำเนินการเว็บไซต์ และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้
  3. ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
 แสดงความคิดเห็น 

ความคิดเห็นที่ 29


<a href=http://trycialisonline.com/kamagra/#rcqaq>purchase sildenafil citrate</a> - <a href=http://trycialisonline.com/kamagra/#kkdly >order kamagra online</a> , http://trycialisonline.com/kamagra/#slspw buy sildenafil citrate 100 mg
pimecyarrepsy / miner.qmmp@aol.com
ความคิดเห็นที่ 28


อยากไปมากเลยค่ะ
อยู่เมืองกาญจนบุรีมาเกือบปีแล้ว
ยังไม่เคยไปเรยค่ะ
แตงกวา / Blackvanilla1200@hotmail.com
ความคิดเห็นที่ 27


ค่าเข้าชมถูกเกินไปจนน่าใจหาย ควรจะเพิ่มอัตราค่าเข้าชมให้มากกว่านี้จะได้นำไปเป็นงบประมาณในการบูรณะดูแลรักษาไว้นาน ๆ
นกแสก / kitsumato@yahoo.co.th
ความคิดเห็นที่ 26


เป็นที่ที่สวยมากถือว่าเป็นที่สำคัญทางประวัติศาสเอกที่หนึ่ง
ไอซ์ / ice_zaok5@hotmail.com
ความคิดเห็นที่ 25


สวยงามมาก
พงศกร / ml_08_03_@hotmail.com
ความคิดเห็นที่ 24


น่าไปเที่ยวที่นี่สวยมาก
นงรัตน์ เอกจิต / nongrat_2000@hotmail.com
ความคิดเห็นที่ 23


Hello, i read your site, this a best site from me, thanks!
Boyclelom / EmpollaSora@handbagsonlinebuy.com
ความคิดเห็นที่ 22


ผมไปทัศนศึกษามา สมุทรสงคราม ร.ร อนุบาลสมุทรสงคราม

เเเเเเเ / tamzanoy@hotmail.com
ความคิดเห็นที่ 21


เป็นโบราณสถานที่เก่าสุดๆ
ประไพ ไทยเรือง / paroai0001@hotmail.com
ความคิดเห็นที่ 20


เป็นโบราณสถานที่เก่ามากมาก
ploy / prapai0001@hotmai.com

หน้า : 1 2 3